🚨 ด่วน! ถ้าคนแห่ถอนเงินจากธนาคารพร้อมกันจะเกิดอะไรขึ้น?

 


ใครที่กังวลเรื่องข่าวอายัดบัญชีแล้วคิดจะไปถอนเงินออกจากธนาคารพร้อมกัน ระวังจะเกิดเรื่องใหญ่กว่าที่คิด! Bank Run คืออะไร? ทำไมถึงทำให้เศรษฐกิจพัง? และเคยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นที่ไหนบ้าง? มาไขคำตอบกันในโพสต์นี้เลย!

ธนาคารเอาเงินฝากไปทำอะไรและหาเงินยังไง

หลายคนอาจจะคิดว่าธนาคารเก็บเงินของเราไว้ในห้องนิรภัยเหมือนในหนัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเงินส่วนใหญ่ที่คุณฝากไว้ ธนาคารจะไม่ได้เก็บเอาไว้เฉยๆ ครับ แต่จะนำเงินเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจธนาคารเลย

ธนาคารจะนำเงินฝากไปปล่อยเป็น สินเชื่อ หรือ เงินกู้ ให้กับลูกค้าคนอื่นๆ ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อธุรกิจต่างๆ โดยธนาคารจะเก็บดอกเบี้ยจากสินเชื่อเหล่านี้ ซึ่งส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้ (ที่ธนาคารเรียกเก็บ) กับดอกเบี้ยเงินฝาก (ที่ธนาคารจ่ายให้คุณ) ก็คือ กำไร หลักของธนาคารนั่นเอง

นอกจากนี้ ธนาคารยังนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, หรือการลงทุนอื่นๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนอีกด้วย แต่เพื่อความปลอดภัยของระบบ ธนาคารจะถูกกำกับดูแลให้ต้องสำรองเงินสดส่วนหนึ่งไว้ตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกว่า อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio) เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารมีเงินสดเพียงพอที่จะรองรับการถอนเงินของลูกค้าในระดับปกติได้


ผลกระทบเมื่อคนแห่ถอนเงินพร้อมกัน: “Bank Run”


เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารพร้อมกันในระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือหรือความไม่มั่นใจในเสถียรภาพของธนาคารหรือระบบเศรษฐกิจ เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า Bank Run ครับ

ถ้าเกิด Bank Run ขึ้นจริงๆ ผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงมาก เพราะธนาคารไม่ได้สำรองเงินสดไว้ให้ทุกคนถอนพร้อมกันได้ทั้งหมด เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ถูกปล่อยเป็นสินเชื่อไปแล้ว เมื่อเงินสดสำรองหมด ธนาคารก็จะไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้ลูกค้าได้ ส่งผลให้ธนาคารนั้นๆ ขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง และอาจต้องปิดกิจการในที่สุด ซึ่งจะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้กับเศรษฐกิจโดยรวม

ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ดังนี้:

  • ความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงิน: เมื่อธนาคารแห่งหนึ่งล้ม ผู้คนก็จะขาดความเชื่อมั่นในธนาคารอื่นๆ ตามไปด้วย ทำให้เกิด Bank Run ในวงกว้าง

  • เศรษฐกิจถดถอย: ธุรกิจต่างๆ ที่พึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ทำให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งจะนำไปสู่การเลิกจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมที่ซบเซา

  • สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ: เมื่อธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ก็จะไม่สามารถชำระหนี้คืนธนาคารได้ ทำให้สินเชื่อที่เคยปล่อยไปกลายเป็นหนี้เสียหรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ของธนาคารแย่ลงไปอีก


ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริง


เหตุการณ์ Bank Run ที่โด่งดังและเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดคือ วิกฤตเศรษฐกิจปี 1929 (Great Depression) ในสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มจากตลาดหุ้นล่ม แต่หลังจากนั้นก็มีข่าวลือว่าธนาคารหลายแห่งกำลังจะล้มละลาย ทำให้ผู้คนแห่กันไปถอนเงินจากธนาคารพร้อมกัน ซึ่งส่งผลให้ธนาคารจำนวนมากไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายคืนลูกค้า และต้องปิดตัวลงในที่สุด วิกฤตการณ์ครั้งนั้นกินเวลาหลายปีและสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นคือ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ของประเทศไทย แม้จะไม่ใช่เหตุการณ์ Bank Run โดยตรง แต่ก็มีผลกระทบที่คล้ายคลึงกันคือเมื่อสถาบันการเงินขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มไม่มั่นใจและแห่ถอนเงินออกจากธนาคารบางแห่ง จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาดูแลและปิดกิจการสถาบันการเงินที่ไม่มั่นคงหลายแห่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก


สรุป

จากที่เล่ามาจะเห็นได้ว่าการแห่ถอนเงินพร้อมกันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการอายัดบัญชี แต่กลับจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมและอาจทำให้ระบบการเงินทั้งหมดล่มได้เลยครับ ซึ่งในปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่รัดกุมมาก มีกองทุนคุ้มครองเงินฝาก และมีมาตรการต่างๆ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ดังนั้นหากมีข่าวลืออะไรที่ไม่ชัดเจน อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันนะครับ


ใหม่กว่า เก่ากว่า