วันที่ 16.ก.ค.ในปี 1988 Anime เรื่อง "Akira" ได้ออกฉายมาให้แฟน ๆ ได้ชมกันครับ
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์อนิเมชั่นที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการสื่อบันเทิงโลกไปอีกเรื่องนึงที่ต้องมีคนพูดถึงคงไม่พ้นชื่อของ "AKIRA" (อากิระ) จะต้องขึ้นมาเป็นชื่อแรกๆ อย่างแน่นอนครับ! เพราะในวันนี้เมื่อปี 1988 (พ.ศ. 2531) คือวันที่อนิเมะไซไฟ Cyberpunk ระดับขึ้นหิ้งเรื่องนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นเป็นวันแรก
จากลายเส้นบนหน้ากระดาษมังงะของ อาจารย์ Katsuhiro Otomo สู่มหากาพย์ภาพยนตร์ที่ทุนสร้างสูงที่สุดในยุคนั้น อะไรที่ทำให้ผ่านไปเกือบ 4 ทศวรรษ "AKIRA" ก็ยังถูกยกย่องว่าเป็น "มาสเตอร์พีซ" ที่ไม่มีใครล้มได้? วันนี้ผมจะพาทุกคนย้อนเวลาไปพูดถึงเรื่องนี้กันครับ
เรื่องราวของแสงสี ความเสื่อมโทรม และพลังเหนือมนุษย์
AKIRA พาเราดิ่งลึกเข้าไปใน "Neo-Tokyo" ปี 2019 เมืองหลวงใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นบนขี้เถ้าหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 เมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออน ความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วง และแก๊งมอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง
เรื่องราวโฟกัสไปที่ Kaneda หัวหน้าแก๊งซิ่ง และ Tetsuo เพื่อนสนิทที่เป็นเหมือนปมด้อยของกลุ่ม วันหนึ่ง Tetsuo ประสบอุบัติเหตุและถูกรัฐบาลจับตัวไปทดลอง จนพลังจิตลึกลับที่ซ่อนอยู่ตื่นขึ้นมา พลานุภาพของมันทวีคูณจนเกินควบคุม และเริ่มกัดกินความเป็นมนุษย์ของเขา ทีนี้สะพานเชื่อมเดียวที่จะหยุดหายนะครั้งใหญ่และปริศนาของคำว่า "Akira" ได้... ก็เหลือแค่เพื่อนรักอย่าง Kaneda เท่านั้น
ความนิยมระดับปรากฏการณ์: เมื่อโลกตะวันตกตะลึง!
ในยุคที่ Anime ญี่ปุ่นยังถูกมองว่าเป็นแค่ "การ์ตูนสำหรับเด็ก" แต่เรื่อง "AKIRA" คือหมัดฮุกขวาตรงที่ทลายกำแพงนั้นลงอย่างสิ้นเชิง
หนังไม่ได้ปังแค่ในญี่ปุ่น แต่เมื่อเดินทางไปฉายในฝั่งตะวันตก (โดยเฉพาะอเมริกาและยุโรป) มันได้สร้างความตกตะลึงให้กับคนดูและคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างมาก ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น ดิบ เถื่อน ปรัชญาที่ลึกซึ้ง และความรุนแรงแบบผู้ใหญ่ ทำให้ "AKIRA" กลายเป็นลัทธิ (Cult Classic) ที่วัยรุ่นยุค 90s ต้องหามาดูกันให้ได้ และกลายเป็นใบเบิกทางให้ป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่นและ Anime เรื่องอื่นๆ ก้าวสู่ตลาดโลกในเวลาต่อมา
5 เกร็ดความรู้สุดล้ำ (ที่ทำให้รู้ว่าผู้สร้างประณีตแค่ไหน)
งานวาดมือ 100% ที่เนียนตาจนขนลุก : หนังเรื่องนี้ใช้แผ่นเซล Anime ในการวาดมือสูงถึง 150,000 แผ่น ซึ่งมากกว่า Anime ทั่วไปในยุคนั้นถึง 3 เท่า !
สีคัสตอมเฉพาะเรื่อง : ทีมสร้างต้องผสมสีขึ้นมาใหม่ถึง 327 สีเพื่อให้ได้มู้ดแอนด์โทนของ Neo-Tokyo โดยมี 50 สีที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้กับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ฉากสไลด์รถในตำนาน (Akira Slide) : ฉากที่ Kaneda เบรกรถมอเตอร์ไซค์สีแดงจนเกิดประกายไฟ กลายเป็นฉากไอคอนิกที่ถูกแอนิเมเตอร์ทั่วโลกหยิบไปคารวะ ในการ์ตูนและหนังเรื่องอื่นๆ มากที่สุดในโลก (เช่น Batman: TAS, TMNT, Spider-Man: Into the Spider-Verse หรือแม้แต่ Cyberpunk: Edgerunners)
คำทำนายโอลิมปิก 2020 : ในเรื่องมีการพูดถึงว่าโตเกียวจะได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2020 ซึ่งในโลกความจริง ญี่ปุ่นก็ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพปี 2020 จริงๆ (แถมในเรื่องยังมีป้ายนับถอยหลังที่โดนพ่นสเปรย์ว่า "ยกเลิกไปซะ" ซึ่งดันไปคล้ายกับเหตุการณ์โควิด-19 ที่ทำให้อีเวนต์ต้องเลื่อนอีกด้วย ล้ำไปไหน!)
Pre-scoring : เป็น Anime ยุคแรกๆ ที่ให้นักพากย์อัดเสียงก่อน แล้วค่อยวาดปากตัวละครตามเสียงพูด เพื่อให้ได้ความสมจริงสูงสุด ซึ่งปกติอนิเมะญี่ปุ่นจะวาดภาพเสร็จก่อนแล้วค่อยพากย์เสียงตาม
ผลตอบรับและอิทธิพลที่ส่งต่อถึงฮอลลีวูด
ถ้าไม่มี "AKIRA" เราอาจจะไม่มีภาพยนตร์ไซไฟเปลี่ยนโลกอย่าง The Matrix (สองพี่น้อง Wachowskis ยอมรับว่าได้แรงบันดาลใจเต็มๆ), ไม่มีซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Stranger Things (ในส่วนของพลังจิตทดลองของ Eleven) หรือแม้แต่เอ็มวีเพลง Stronger ของ Kanye West
"AKIRA" คือรากฐานสำคัญที่วางระบบให้กับแนวทาง Cyberpunk ควบคู่มากับภาพยนตร์เรื่อง "Blade Runner" มันพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า Anime ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก แต่มันคือศาสตร์แห่งศิลปะภาพยนตร์ที่ไร้ขีดจำกัด
🎬 และครบรอบปีนี้...
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู หรือดูนานแล้วจนอยากกลับไปเก็บรายละเอียดความล้ำยุค 80s ที่มองเห็นอนาคต ตอนนี้ในประเทศไทยสามารถรับชม "AKIRA" แบบถูกลิขสิทธิ์ ภาพคมชัดระดับ HD พร้อมซับไตเติลภาษาไทยได้แล้วทาง "Netflix" ครับ!
มาร่วมฉลองครบรอบวันฉายและสัมผัสความระทึกของ Neo-Tokyo ไปพร้อมกันคืนนี้เลย!
เพื่อน ๆ ละครับ... ชอบฉากไหนที่สุดใน "AKIRA" หรือประทับใจความล้ำตรงไหนบ้างครับ ? ลองมาคอมเมนต์คุยกันหน่อยนะครับ !
.png)








