เจาะลึกคดี Golden State Killer จากฆาตกรต่อเนื่องที่ลอยนวลมา 4 ทศวรรษ สู่การใช้เทคโนโลยี DNA ตามจับตัวจริง สรุปบทเรียนสำคัญที่โลกต้องจำ
ลองนึกดูนะครับ... ถ้ามีใครสักคนแอบย่องเข้าบ้านคนอื่นกว่าร้อยครั้ง ก่อเหตุสะเทือนขวัญนับไม่ถ้วน แล้วหายตัวไปในกลีบเมฆนานถึง 40 ปี จนตำรวจถอดใจ แต่สุดท้ายกลับมาจนมุมเพราะ “ญาติห่างๆ” ไปตรวจ DNA เล่นๆ ในเว็บหาบรรพบุรุษ! นี่ไม่ใช่พล็อตหนังระทึกขวัญ แต่มันคือเรื่องจริงของ Joseph James DeAngelo หรือที่รู้จักกันในชื่อ Golden State Killer ครับ
เรื่องราวของเหตุการณ์
ย้อนกลับไปช่วงปี 1970-1980 รัฐแคลิฟอร์เนียต้องตกอยู่ในความหวาดกลัว ชายปริศนาคนหนึ่งมักจะใส่หน้ากาก ย่องเบาเข้าไปในบ้านยามวิกาล เขาไม่ได้แค่ขโมยของ แต่เขาก่อคดีข่มขืนกว่า 50 ราย และฆาตกรรมอีกอย่างน้อย 13 ศพ
ความน่ากลัวคือเขาเป็นคน “ใจเย็น” และ “มีการวางแผน” อย่างเป็นระบบ (ซึ่งภายหลังพบว่าเขาเคยเป็นตำรวจ!) เขาจะโทรไปขู่เหยื่อล่วงหน้า หรือแม้แต่แอบเข้าไปแก้สายโทรศัพท์ในบ้านก่อนลงมือ หลังจากปี 1986 เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงปริศนาและรอยแผลใจให้ผู้รอดชีวิตนานหลายสิบปี
หลังจากที่คดีเงียบหายไปนานจนเกือบจะกลายเป็น "คดีที่ไม่มีวันปิดได้" (Cold Case) แต่มี 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนครับ:
การมีส่วนร่วมของ Civil Society: Michelle McNamara นักเขียนสาวผู้หลงใหลในคดีฆาตกรรม (True Crime Junkie) เธอหมกมุ่นกับการสืบคดีนี้มากจนเขียนหนังสือ I'll Be Gone in the Dark เธอคือคนที่รวบรวมข้อมูลและตั้งชื่อเรียก "Golden State Killer" จนกระแสสังคมกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง แม้เธอจะเสียชีวิตก่อนคดีคลี่คลาย แต่ความพยายามของเธอคือเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้ตำรวจไม่กล้าละทิ้งคดีนี้
นวัตกรรม "Genetic Genealogy": นี่คือของจริงครับ! ในปี 2018 ทีมสืบสวนนำโดย Paul Holes ตัดสินใจใช้วิธีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือการเอา DNA ของฆาตกรที่เก็บไว้จากที่เกิดเหตุ ไปอัปโหลดลงใน GEDmatch (เว็บไซต์ที่ให้คนทั่วไปเอา DNA มาลงเพื่อสืบหาบรรพบุรุษหรือญาติพี่น้อง)
มาถึงวินาทีการโดนจับกุม: จาก "รหัสพันธุกรรม" สู่ "รถเก็บขยะ"
ตำรวจไม่ได้เจอชื่อ "Joseph James DeAngelo" ในเว็บทันทีนะครับ แต่พวกเขาเจอ "ญาติห่างๆ" (ประมาณลำดับที่ 3 หรือ 4) ของฆาตกรแทน!
ทีมสืบสวนต้องทำงานร่วมกับ Genealogists เพื่อสร้าง "ผังครอบครัว" ขนาดมหึมาขึ้นมาใหม่ ย้อนกลับไปหลายชั่วอายุคน
พวกเขาไล่เช็กสมาชิกในตระกูลนั้นทีละคน จนกระทั่งไปสะดุดตาที่ DeAngelo อดีตตำรวจที่มีประวัติเคยถูกไล่ออกเพราะขโมยของในร้านค้า และมีที่พักอาศัยอยู่ในจุดที่เกิดเหตุพอดี!
นาทีปิดเกม: ตำรวจแอบไปซุ่มรอหน้าบ้านเขา แล้วรอจังหวะที่เขาเอา "ขยะ" มาทิ้ง ตำรวจจึงรีบเก็บของชิ้นนั้น (เช่น ทิชชู่หรือของกิน) ไปตรวจ DNA ผลปรากฏว่า... Match 100%!
ในที่สุด ชายแก่วัย 72 ปีที่ดูเหมือนเพื่อนบ้านธรรมดาๆ ก็ถูกรวบตัวคาบ้านพักในซาคราเมนโต ปิดฉากการไล่ล่าที่ยาวนานกว่า 42 ปีลงอย่างน่าเหลือเชื่อ
บทสรุปและสาระสำคัญ
1. พลังของ Genealogy DNA: คดีนี้ปิดได้เพราะเทคโนโลยี Genetic Genealogy โดยตำรวจนำ DNA จากที่เกิดเหตุไปเทียบกับฐานข้อมูลสาธารณะอย่าง GEDmatch จนเจอญาติห่างๆ และสาวไปถึงตัวจริง
2. อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด: ฆาตกรคือ Joseph James DeAngelo อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งใช้ความรู้ด้านกฎหมายมาช่วยในการหลบเลี่ยงการจับกุม
3. ความมุ่งมั่นของนักเขียน: Michelle McNamara นักเขียนแนว True Crime (ผู้ล่วงลับ) เป็นคนตั้งชื่อ "Golden State Killer" และช่วยปลุกกระแสให้สังคมไม่ลืมคดีนี้จนนำไปสู่การจับกุม
4. จุดเปลี่ยนของกฎหมาย: คดีนี้ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล DNA แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือทรงพลังในการตามล่าอาชญากรที่ "คดีค้างเก่า" (Cold Cases)
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความยุติธรรมอาจจะมาช้า...แต่ถ้าเทคโนโลยีถึง มันมาแน่! เพื่อนๆ คิดยังไงกับการที่ตำรวจใช้ข้อมูล DNA จากเว็บหาญาติมาจับคนร้ายแบบนี้? มันเป็นการละเมิดสิทธิ หรือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแล้ว? มาคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ!
อ้างอิง:
FBI.gov (Golden State Killer Investigation)







