เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 (เสาร์ที่ผ่านมา) เกิดการประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ในสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อ “No Kings” ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 8-9 ล้านคน จากกว่า 3,300 แห่งทั่ว 50 รัฐ รวมถึงเมืองใหญ่ เมืองชานเมือง และเมืองเล็ก ๆ การประท้วงยังขยายไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น ลอนดอน ปารีส และโรมทำไมถึงเรียก “No Kings”?
ผู้ประท้วงใช้สโลแกนนี้เพื่อต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบกษัตริย์” (authoritarianism) ของประธานาธิบดี Donald Trump โดยเฉพาะนโยบายสงครามอิหร่าน การปราบปรามผู้อพยพอย่างรุนแรง (รวมเหตุยิงโดย ICE) ค่าครองชีพที่สูงพุ่ง และการปกปิด Epstein Files
จุดเด่นของการประท้วง
สรุป
“No Kings” แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่สะสมในสังคมอเมริกันต่อนโยบาย Trump ครั้งที่สอง การประท้วงครั้งนี้จะเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลหรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร โลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ผู้ประท้วงใช้สโลแกนนี้เพื่อต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบกษัตริย์” (authoritarianism) ของประธานาธิบดี Donald Trump โดยเฉพาะนโยบายสงครามอิหร่าน การปราบปรามผู้อพยพอย่างรุนแรง (รวมเหตุยิงโดย ICE) ค่าครองชีพที่สูงพุ่ง และการปกปิด Epstein Files
จุดเด่นของการประท้วง
- เป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในวันเดียวในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ (ใหญ่กว่า March for Our Lives และ Black Lives Matter ในวันเดียว)
- บรรยากาศส่วนใหญ่สงบแต่มีสีสัน: ป้ายตลก ๆ ล้อ Trump เป็น “กษัตริย์” นักแสดง Bruce Springsteen เข้าร่วมในมินนิโซตา และมี drag queens บนไม้ค้ำยัน
- องค์กรหลัก: Indivisible, 50501 Movement, สหภาพแรงงาน และกลุ่ม grassroots
- ยุติสงครามอิหร่านทันที
- หยุดการใช้กำลังกับผู้อพยพ (ICE operations)
- ลดค่าครองชีพและแก้วิกฤตเศรษฐกิจ
- คัดค้าน “democratic backsliding” และการปกครองแบบเผด็จการ
“No Kings” แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่สะสมในสังคมอเมริกันต่อนโยบาย Trump ครั้งที่สอง การประท้วงครั้งนี้จะเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลหรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร โลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
Cr. BBC


